กรดไหลย้อน |
|
กำจัดกรดไหลย้อน...โรคคนยุคใหม่
คุณเคยมีอาการอย่างนี้บ้างหรือเปล่าคะ?
แรกๆ เหมือน…มีอะไรจุกในคอ แบบกลืนข้าวแล้วไม่ได้กลืนน้ำตาม แต่ดื่มน้ำเท่าไหร่ก็ไม่หาย และอาการที่มีตามมาก็คือ ท้องอืด เหมือนกินอาหารแล้วไม่ย่อย
มีอาการเรอบ่อย ๆ เรอจนน่ารำคาญตัวเอง มันเหมือนมีลมเป็นลูก ๆ อยู่ในท้อง แล้วก็ทยอยลอยมาที่ละลูก เริ่มมาจากลิ้นปี่ แล้วก็วิ่งมาตามลำคอ
และเราก็ต้องคอยเรอออกไปทุกครั้งที่มันมา แล้วมันก็มาถี่มาก….อีกอาการที่ตามมาก็คือ รู้สึกแสบในอก แบบที่ฝรั่งเค้าเรียกว่า heartburn
รู้สึกแสบบริเวณหลอดอาหารตรงกลางอกเลย ระหว่างลิ้นปี่ กับปลายกระดูกไหปลาร้า ที่เป็นก็คือ พอกินอาหารเข้าไป มันจะรู้สึกแสบ
ตอนแรก ๆ อาจจะมีอาการเฉพาะเวลาที่เรากินข้าว แต่หลังๆไม่กินมันก็แสบ เวลารู้สึกหิวก็แสบ ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ สันนิษฐานได้ว่าโรคกรดไหลย้อนอาจจะมา
เยี่ยมเยียนซะแล้ว นอกจากนี้หากตื่นนอนตอนเช้าแล้วรู้สึกขมๆ เปรี้ยวๆในปากเหมือนเพิ่งอาเจียน มีอาการเจ็บคอ มีปัญหาเสียงแหบเรื้อรังโดยเฉพาะในตอนเช้า
และมีไอระคายคอร่วมด้วยแล้วล่ะก็ ขอฟันธงว่าควรไปพบแพทย์เพื่อรักษาตัวอย่างยิ่งค่ะ
|
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร
โรคกรดไหลย้อน หรือ GERD Gastroesophageal Reflux Disease เป็นโรคสมัยใหม่ ที่คนเอเชียส่วนใหญ่ไม่ค่อยเป็น จะเป็นชาวตะวันตกซะมากกว่าที่จะเป็นโรคนี้กัน
เรียกได้ว่าทุกหนึ่งห้าของประชาการเค้าจะทรมาณจากโรคกรดไหลย้อนนี่แหล่ะค่ะ แต่ในสิบปีให้หลังคนไทยเริ่มเป็นโรคนี้กันมากขึ้นเนื่องจากเริ่มมีวัฒนธรรมการ
ใช้ชีวิตอย่างเร่งด่วนตลอดเวลา...ข่าวดีของคนที่เป็นโรคนี้ในระยะแรกก็คือ สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ค่ะ
มาทำความเข้าใจว่าทำไมกรดถึงไหลย้อน
 |
 |
กรดที่ไหลย้อนจริงๆ แล้วก็คือกรดที่ปกติอยู่ในกระเพาะอาหารของเรานั่นแหล่ะค่ะ ซึ่งตรงช่วงรอยต่อระหว่างกระเพาะกับหลอดอาหาร จะมีวาล์วหรือลิ้นที่คอย
เปิดให้อาหารเคลื่อนที่ลงกระเพาะ และวาล์วตัวเดียวกันนี้ก็ปิดสกัดกั้นไม่ให้กรดไหลย้อนขึ้นมาข้างบน แต่เมื่ออายุคนเรามากขึ้นวาล์วที่ปิด-เปิดบริเวณนี้มันก็หย่อนยาน
ปิดก็ไม่สนิทเหมือนก่อน ทำให้กรดจากกระเพาะสามารถไหลย้อนขึ้นมาถึงหลอดอาหาร และทำให้เรารู้สึกแสบคนส่วนใหญ่สับสนในความแตกต่างระหว่างโรคกรดไหลย้อน
และโรคกระเพาะอาหาร การไม่ใส่ใจ จะทำให้ป่วยเรื้อรังและ จะเป็นมากถึงเสียชีวิตได้ เพราะอาการแสบๆ แบบนี้ ถ้าปล่อยให้เป็นนาน ๆ เข้าเมื่อร่างกายเกิดความระคายเคือง
ก็จะสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทน เนื้อเยื่อส่วนเกินนี่แหล่ะค่ะก็อาจกลายเป็นเซลล์มะเร็งในหลอดอาหารได้!!! |
สาเหตุของการเกิดโรคกรดไหลย้อนก็มีหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน 
เนื่องจากโรคนี้เป็นโรคสมัยใหม่จึงสันนิษฐานได้ว่ามาจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ และมีความเครียดสูง เช่น อาจจะกินอาหารเร็วเกินไป ลองสังเกตุตัวเองดูได้นะคะ
ว่าถ้าเวลาสั่งอาหารด้วยกันกับเพื่อนๆหากคุณรวบช้อนก่อนใครไปนานแล้วแถมกินเกลี้ยงจานแล้วก็พอพูดได้ว่า คุณกินเร็วมากค่ะ การกินอาหารแล้วรีบนอน
เพราะกว่าจะได้กินก็ดึกแล้วก็เป็นสาเหตุใหญ่ ความเครียด และการใช้ชีวิตติดเทอร์โบนี่มันไม่ดีกับระบบการย่อยอาหารเลยค่ะ รู้สาเหตุอย่างนี้แล้วก็ต้องปรับตัวกันหน่อย
โดยควรพยายามรับประทานอาหารเย็นให้เร็วขึ้นและกินให้น้อยลง ไม่ใช่กินสองสามทุ่มอย่างเคย คิดง่ายๆ ว่าก่อนเข้านอนอย่างน้อย ให้เพื่อนและคนรอบข้างช่วยเตือนสติตอนกิน
ให้เคี้ยวช้าๆจนอาหารละเอียดที่สุด หลังกินข้าวเสร็จก็ไม่ควรคุยเรื่องเครียด ควรเป็นเรื่องสบายๆ อย่ากินข้าวไปดูทีวีไป เพราะยิ่งเครียด กรดยิ่งหลั่งเยอะ ยิ่งปวดท้อง
นอกจากนี้พันธุกรรม โรคภูมิแพ้ การตั้งครรภ์ และความอ้วน ก็ทำให้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้เพิ่มมากขึ้น ควรควบคุมเรื่องอาหารการกิน พยายามลดน้ำหนัก
ถ้าน้ำหนักเกิน เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินจะทำให้ความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้กรดไหลย้อนได้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับเกินไป โดยเฉพาะบริเวณรอบเอว เพราะสเตย์รัดแน่นยิ่งเต็มตัวรัดขอบเอวให้อึดอัดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งช่วยส่งให้กรดไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารมากขึ้นเท่านั้นค่ะ พยายามหลีกเลี่ยงความเครียด
และถ้าสูบบุหรี่อยู่ ควรเลิก เพราะความเครียดและการสูบบุหรี่ทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือควันบุหรี่
การมีอายุมากกว่าสี่สิบปีที่มีผลต่อความเสื่อมของอวัยวะ ตลอดจนไลฟสไตล์การทำงานที่ไม่เป็นเวลาเครียดแล้วไม่หาทางระบายที่ดีต่อสุขภาพ การพักผ่อนไม่พอ
ล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อนทั้งสิ้นค่ะ ต้องออกกำลังกายให้ร่างกายเหนื่อย และหลั่งสารเอนดอร์ฟินให้ความสุข จะได้นอนหลับสนิท และไม่เครียด |
|
อาหารหลายอย่างที่เราชอบอาจทำให้เกิดกรดแก๊สในกระเพาะอาหารมากขึ้นได้ด้วยนะคะ ต้องงดอาหารที่สร้างกรด เช่นกาแฟ ช็อคโกแลต ชา น้ำอัดลมเป็ปเปอร์มินต์
ลูกอม เครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ เช่น เบียร์ วิสกี้ ไวน์ โดยเฉพาะในตอนเย็น หลีกเลี่ยงการกิน มะเขือเทศ แตงโม หัวหอม กระเทียม ผักสดเช่นกะหล่ำดอก ถั่ว นม
ผลไม้รสเปรี้ยว น้ำส้มสายชู อาหารที่ใช้เวลาในการย่อยและมัน เช่น เนื้อ นม ไข่ ของทอด น้ำสลัดข้น ยาบางตัวก็มีส่วนทำให้เกิดกรดมากขึ้น เช่น ยาแอสไพริน
ยารักษาโรคความดัน ยากล่อมประสาท การเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้น้ำลายออกมา ปรับความสมดุลกับกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาได้ หมั่นกลืนน้ำลายเรื่อยๆ
|
|
การกินอาหารเช้าเป็นประจำนั้นสำคัญมากนะคะ เพื่อร่างกายจะได้มีพลังงานและ กระเพาะจะได้มีอะไรย่อย กันไม่ให้น้ำย่อยไหลขึ้นมา เลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย
ปริมาณเล็กๆ จะได้ไม่จุก จะเป็นข้าวกล้องต้ม หรือขนมปังโฮลวีทก็ได้ แต่อย่าเผลอดื่ม ชากาแฟตัวสร้างกรดเข้าไปด้วยนะคะ การดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นในยามตื่น
ขึ้นมาตอนเช้าก็ช่วยเจือจางความเข้มข้นของกรดได้ บางคนก็สังเกตว่าตัวเองดื่มน้ำเย็นน้ำแข็งเยอะๆ แล้วปวดท้องเพราะความเย็น อันนี้ก็สังเกตดูตัวเองได้นะคะ ว่าอุณหภูมิน้ำ
แบบไหนดื่มแล้วสบายท้องกว่ากันก็เลือกอันนั้น นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงของหมักดอง เพราะอาหารพวกนี้จะยิ่งเป็นการเพิ่มกรดและเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะให้มากขึ้นไปอีก
นั่นอาจหมายถึงความอักเสบที่ตามมา อาหารรสจัดๆ ไม่ว่าจะเป็นรสเผ็ดจัด หวานจัด มันจัด หรือเค็มจัด ก็ควรหลีกเลี่ยงนะคะ และอาหารประเภทถั่วไม่ว่าจะเป็นถั่วงอก
หรือถั่วลิสง ถั่วทุกชนิดเป็นตัวสร้างแก๊สแน่นกระเพาะต้องหลีกเลี่ยง อาหารที่ควรกินก็คือ อาหารที่ย่อยง่าย ๆ ไม่มันจัด เช่น ปลานึ่ง ผักต้ม หรือแกงจืด
ที่สำคัญสุดก็คืออย่ากินให้อิ่มมากเกิน ควรกินแต่น้อย ๆ ตามมื้อตามเวลาไม่ต้องรอให้ท้องหิว ก็กินบ่อย ๆ มื้อย่อยๆ แทน จะช่วยให้ท้องไม่ว่าง และกรดในท้องไม่ออกมามากเกิน |
|
ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่างในตัวก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนะคะ เช่น กล้วย เชอร์รี่ ลูกพลัม สับปะรด ผลไม้เช่นกล้วยน้ำว้านี่ดีมากเลยนะคะ นอกจากจะมีวิตามินมากมาย
แล้วกล้วยน้ำว้ายังมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบายด้วย ดอกของกล้วยก็ช่วยได้และนำมาปรุงอาหารได้อร่อย เช่น แกงไก่ใส่หัวปลี หรือ ยำหัวปลี ผลไม้เช่น
กล้วยนี้ยังเป็นตัวเลือกที่ดีที่จะใช้รับประทานรองท้องไปก่อนในโอกาสที่มีเวลารับประทานอาหารเย็นไม่มาก หรือเวลาที่รู้ว่าจะได้รับประทานมื้อเย็นในเวลาที่ค่ำมาก อย่างไรก็ตามหากมีงานเลี้ยงอาหารค่ำหรือทำงานไม่ค่อยเป็นเวลาจนดึกดื่นก็ให้ยึดกฎเหล็กสำหรับคนเป็นโรคกรดไหลย้อนว่าไม่ควรรับประทานอะไรหนักๆแล้วสามชั่วโมง
ก่อนนอนนะคะยิ่งเครื่องดื่มสร้างกรดและแก๊สต่างๆยิ่งควรหลีกเลี่ยง ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุดค่ะ
เรื่องการปรับเปลี่ยนไลฟสไตล์ของคนเป็นโรคนี้ที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการนอนค่ะ ถ้าจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรรอประมาณ 3 ชั่วโมง อีกทั้งเวลานอน
ควรหนุนหัวเตียงให้สูงขึ้น ประมาณ 6-10 นิ้วจากพื้นราบ ลองใช้หมอนรูปตัวชีสที่ทำมุม 30 องศากับเตียงหรือหากใช้เตียงที่ปรับหัวสูงได้แบบในโรงพยาบาลก็ยิ่งดีค่ะ
การลงทุนเรื่องที่นอนนี่ก็ถือว่าเป็นการปรับไลฟสไตล์ระยะยาวนะคะ อย่านอนไม่หนุนหมอนเพราะกรดจะไหลย้อนแน่ๆ และอย่ายกศีรษะให้สูงขึ้นโดยการใช้แต่หมอนรองศีรษะ
เพราะองศาที่เกิดจากการใช้หมอนจะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มมากขึ้นค่ะ
การรักษาโรคกรดไหลย้อนนอกจากจะรักษาด้วยยาและการผ่าตัดแล้ว การปรับเปลี่ยนนิสัยในชีวิตประจำวัน ถือเป็นวิธีการรักษาที่ดีเพราะทำให้มีอาการน้อยลง ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ
และช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นเพราะการปรับเปลี่ยนไลฟสไตล์นี้จะช่วยยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหาร
และทางเดินหายใจ ที่สำคัญการปรับเปลี่ยนไลฟสไตล์นี้เป็นวิธีรักษาที่ควรปฏิบัติไปตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นแล้วก็ตามนะคะ…ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพที่ดีขึ้น
และแข็งแรงมากๆ ตลอดไป(ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากนิตยสารชีวจิต)
  |
|
|
|
| |
| |